การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสอบและการเรียน GMAT ในปัจจุบัน

GMAT-red-green-blue

เรียน GMAT หรือ Graduate Management Admission Test เป็นข้อสอบที่ใช้วัดความสามารถของผู้ที่ต้องการเข้าศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาสาขาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ใช้คะแนน GMAT ในการพิจารณารับนักศึกษาลักษณะของข้อสอบเป็นการวัดความรู้ทางภาษาอังกฤษ และคณิตศาสตร์ รวมทั้งความถนัดของการเขียนในเชิงวิเคราะห์ ซึ่งเป็นความสามารถที่นักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาด้านบริหารธุรกิจควรจะมี ข้อสอบเป็นแบบปรนัยการคิดคะแนนของการเรียน GMAT จะมีการติดลบ 1 ใน 4 สำหรับข้อที่เลือกผิดทุกข้อและการรายงานผลจะรายงานคะแนน 3 ครั้งล่าสุด มหาวิทยาลัยบางแห่งอาจจะพิจารณาเฉพาะผลคะแนนครั้งที่ดีที่สุด แต่บางแห่งอาจจะพิจารณาคะแนนเฉลี่ยของทั้ง 3 ครั้ง ในคณะที่มหาวิทยาลัยบางแห่ง อาจจะพิจารณาจากพัฒนาการของนักศึกษาจากผลที่ได้แต่ละครั้ง คะแนน GMAT จะอยู่ระหว่าง 200 – 800 คะแนน ส่วนใหญ่นักศึกษาจะทำได้ประมาณ 250-700 ในส่วนการเขียนเชิงวิเคราะห์ จะมีคะแนนในช่วง 0 – 6 ผู้ที่ไม่ทำข้อสอบทั้ง 2 ชุด คือทั้งการเขียนบทความ และการทำข้อสอบปรนัย จะไม่ได้รับผลคะแนน เนื่องจากถือว่าทำข้อสอบไม่สมบูรณ์ ปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสอบและการเรียน GMAT ในประเทศไทยให้เป็นแบบการสอบกับคอมพิวเตอร์

สำหรับเรียน GMAT ก็คือ ข้อสอบเพื่อทดสอบความรู้ทางด้านคณิตศาสตร์และการวิเคราะห์ธุรกิจประกอบด้วยการเขียน ทักษะคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ เป็นสิ่งที่สำคัญระดับต้นๆ สำหรับการสอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยดังๆ ในโลก เพราะเป็นการวัดผลระดับสากล เทคนิคสำคัญในการสอบ GMAT คือ การท่อง ฝึกฝนทำแบบฝึกหัดทุกวัน โอกาสที่จะได้คะแนนสูงก็มากขึ้น หาโอกาสเรียนเพิ่มเติมเพื่อวัดระดับคะแนน ข้อสอบ 1 ส่วนต้องใช้เวลา 25 นาที ให้ลองทำในซอฟต์แวร์ แล้วกลับมาอ่านทวน ตรวจทันที สังเกตจะผิดข้อซ้ำๆ และทำถูกในข้อเดิมๆ จากนั้นก็วิเคราะห์และลองทำใหม่จะเข้าใจมากขึ้น ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเรียน GMAT คือหลังเรียนจบปริญญาตรีเพราะความจำยังดี และมีเวลาก็สอบไว้ซึ่งผลสอบสามารถเก็บได้นาน 5 ปี แต่ไม่แนะนำให้สอบหลายครั้งเพราะจะทำให้มหาวิทยาลัยไม่แน่ใจในผลสอบและไม่แน่ใจว่าเราเก่งจริง ดังนั้นต้องมั่นใจแล้วค่อยสอบจะดีกว่า GMAT ข้อสอบที่ใช้วัดความสามารถของผู้ที่ต้องการเรียน Business schools ในระดับปริญญาโท สาขาวิชาที่ต้องสอบและเรียน GMAT ได้แก่ MBA, บัญชี, การเงิน และการจัดการข้อสอบ GMAT จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน ส่วนแรก quantative section จะเป็นการวัดว่าผู้สมัครมีความสามารถในการคิดเชิงตรรกะหรือไม่ ส่วนที่สอง verbal section วัดความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ ด้านการอ่านและการทำความเข้าใจ รวมถึงการเขียนให้ถูกต้องตามหลักไวยกรณ์ ส่วนที่สาม intergrated reasoning section วัดความสามารถในการเขียนวิเคราะห์วิจารณ์บทความและเขียนแสดงความคิดเห็น

หลายๆคนกลัวการสอบ CU-TEP ใน part สุดท้าย

หลายๆคนกลัวการสอบ CU-TEP ใน part สุดท้าย

CU-TEP ใน part สุดท้าย part นี้สุดยอดจริงๆ ข้อสอบ error ไม่ใช่ข้อสอบที่ยากแต่ grammar คุณน้องต้องแน่นในระดับหนึ่งแล้วคุณน้องจะรู้ว่าหนึ่งคะแนนได้มาง่ายเสียนี่กระไร ลองดูตัวอย่างข้อสอบกันซักเล็กน้อยนะโจทย์ที่เค้าให้มามักจะเป็นประโยคหนึ่งประโยค แต่อาจจะเป็นประโยคสั้นๆ หนึ่งบรรทัดหรือสามบรรทัดก็ขึ้นอยู่กับความปราณีของผู้ออกข้อสอบ CU-TEP แต่จริงๆแล้วโครงสร้างของประโยคก็ไม่ต่างกัน ในหนึ่งประโยคก็ประกอบไปด้วย subject + verb + object ส่วนที่เหลือล่ะ? ก็เรียกว่าส่วนขยายเวลาทำโจทย์ให้ตัดส่วนขยายทิ้งก่อนเพื่อที่จะหา subject verb และ object ของประโยคให้เจอจำเอาไว้ว่าหลังของ preposition ทั้งหลาย (in , on , at , under ,etc) เป็นส่วนขยายแน่นอน และหลัง preposition จะตามด้วย V ing หรือ คำนามเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าสมมติโจทย์ให้ “for go” มานี่ก็กากบาทว่าข้อนี้ผิดแน่นอน ซึ่งก็คือถ้าจะให้ถูกต้องเป็น “for going”

พวก who , whose ,whom , which , that etc. ในข้อสอบ CU-TEP ก็เหมือนกัน คำเหล่านี้ก็เป็นส่วนขยายของประโยค ถ้าเจอปุ๊บก็เอาวงเล็บไปครอบปั๊บ เพื่อที่จะได้รู้ว่ามันเป็นส่วนขยายจะได้หา subj. ของประโยคได้ง่ายขึ้น เครื่องหมายวรรคตอน เช่น comma (,) ก็ช่วยให้เราได้คะแนนได้เหมือนกัน ตัว comma นอกจากจะบอกว่า clause ที่ตามมาเป็นส่วนขยายแล้วยังสามารถช่วยเราในเรื่องโครงสร้างขนานได้ด้วย เช่น … eating , running , sleeping and to dream… โครงสร้างขนานสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือ คำว่า and , but , or ที่คำที่มาข้างหน้าและหลัง จะต้องเป็นไปในแนวทางเดียวกัน เพราะฉะนั้นจากตัวอย่าง เราก็จะสังเกตเห็นได้ว่าสิ่งที่ผิดคือ to dream ที่เราจะต้องเปลี่ยนเป็น dreaming

Grammar ในภาษาอังกฤษ ไม่ใช่เรื่องยากหรือเป็นเรื่องใหม่แกะกล่อง จริงๆแล้วเราเรียน grammar กันมาตั้งแต่ตัวเล็กๆเลยทีเดียว อาจจะไม่ตั้งใจเรียน เรียนบ้างลืมบ้างไปตามกาลเวลา แต่ถ้าเรามีความมุ่งมั่นจริงๆ การทำข้อสอบ ให้ได้คะแนนสูงๆก็ไม่มีอะไรยากเกินไป ยังไงก็ขอให้คุณน้องทั้งหลายโชคดีในการทำข้อสอบ CU-TEP ที่กำลังจะมาถึงนี้นะคะ